สยปพ. ต้อนรับคณะสัมมนาเครือข่ายผู้นำป่าชุมชนกล้ายิ้ม 16 จ. ภาคอีสาน

06281

สถาบันยุทธศาสตร์และประสานความร่วมเพื่อพัฒนาภาคตะวันออกเฉียงเหนือ(สยปพ.)มหาวิทยาลัยขอนแก่น ต้อนรับคณะสัมมนาเครือข่ายผู้นำป่าชุมชนกล้ายิ้ม รุ่น 17 โครงการ"่คนรักษ์ป่า ป่ารักชุมชน"จาก 16 จังหวัดภาคอีสาน

06282

อาจารย์วีระ ภาคอุทัย ที่ปรึกษา สถาบันยุทธศาสตร์และประสานความร่วมเพื่อพัฒนาภาคตะวันออกเฉียงเหนือ(สยปพ.) มหาวิทยาลัยขอนแก่น ได้รับเกียรติเป็นวิทยากรในการสัมมนาเครือข่ายผู้นำชุมชนกล้ายิ้ม รุ่นที่ 17 ประจำปี 2560 โครงการ“คนรักษ์ป่า ป่ารักชุมชน” โดยความร่วมมือระหว่างบริษัทผลิตไฟฟ้าราชบุรีโฮลดิ้ง จำกัด (มหาชน) ร่วมกับ กรมป่าไม้ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อน้อมนำศาสตร์พระราชาของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชมาเป็นหลักในการพัฒนาป่าชุมชนและความเป็นอยู่ของคนในชุมชนให้ดียิ่งขึ้น สร้างความสัมพันธ์ให้กับผู้นำป่าชุมชนให้เกิดเครือข่ายป่าชุมชนที่เข้มแข็ง และพัฒนาให้เป็นตัวอย่างแก่ป่าชุมชนแห่งอื่น เกิดการและเปลี่ยนบทเรียนนำไปสู่การพัฒนาการที่มีประสิทธิภาพ และเสริมสร้างกระบวนการพัฒนาป่าชุมชนให้ทันต่อแนวทางด้านสิ่งแวดล้อมของโลก ซึ่งผู้เข้าร่วมเป็นผู้นำป่าชุมชนจาก 16 จังหวัดในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ รวมกว่า 80 คน ได้แก่ ขอนแก่น มุกดาหาร มหาสารคาม กาฬสินธุ์ ร้อยเอ็ด นครพนม สกลนคร อุดรธานี หนองคาย หนองบัวลำภู ชัยภูมิ นครราชสีมา สุรินทร์ บุรีรัมย์ ศรีสะเกษ และอุบลราชธานี จัดขึ้นระหว่างวันที่ 26 – 28 มิถุนายน 2560

โดยกิจกรรมในวันแรกนั้นเป็นพิธีเปิดการสัมมนาโดยผู้บริหารกรมป่าไม้ นายมิตรชัย อานันทนสกุล และบริษัทผลิตไฟฟ้าราชบุรีโฮลดิ้ง จำกัด (มหาชน) คุณบุญทิวา ด่านธรรมสถิตย์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ จากนั้นเป็นการบรรยายเรื่องศาสตร์พระราชากับป่าชุมชน โดย นายวุฒิชัย พิรุณสุนทร ผู้อำนวยการส่วนป่าชุมชนสำนักจัดการทรัพยากรป่าไม้ที่ 7 ขอนแก่น ต่อมาเป็นกิจกรรมทำความรู้จัก และระดมความคิดการบริหารจัดการป่าชุมชน โดยอาจารย์วีระ ภาคอุทัย ที่ปรึกษา สยปพ. ได้เปิดวีดิทัศน์แนะนำสถาบันยุทธศาสตร์และประสานความร่วมมือเพื่อพัฒนาภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และแนะนำโครงการต่างๆ ที่สถาบันได้ดำเนินงาน และเรื่องการจัดการป่าในชุมชน พร้อมกันนี้ได้ให้ผู้นำป่าชุมชนจากทั้ง 16 จังหวัด ได้แนะนำตัวและอธิบายลักษณะเด่นของป่าในชุมชนของตนว่าเป็นอย่างไรบ้าง เพื่อเป็นการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นที่นำไปสู่การพัฒนาให้เป็นตัวอย่างแก่ป่าชุมชนแห่งอื่นอีกด้วย

กิจกรรมวันที่สองได้นำคณะสัมมนาเดินทางไปยังศูนย์การเรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียง ภายใต้โครงการแก้ไขปัญหาความยากจนตามแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียง มหาวิทยาลัยขอนแก่น บ้านท่าพระยาณรงค์ ต.ศรีสุขสำราญ อ.อุบลรัตน์ จ.ขอนแก่น (แปลงเกษตรของ นายศรีทัศน์ สุครีพ) เพื่อศึกษาดูงาน โดยมี ผศ.ดร.สุภัทร อิศรางกูร ณ อยุธยา หัวหน้าโครงการ ประจำพื้นที่ และนายศรีทัศน์ สุครีพ เกษตรกรต้นแบบ กล่าวถึงการทำการเกษตรแบบผสมผสาน บรรยายภาพรวมภายในแปลงพร้อมทั้งพาเดินเยี่ยมชมบริเวณรอบๆ ซึ่งทางมหาวิทยาลัยได้เข้ามาช่วยให้คำแนะนำความรู้ด้านการเกษตร อาทิ การปลูก เพาะชำผักหวานป่า ดอกกระเจียว กล้วยหอมทอง กล้วยน้ำว้า ข่า ตะไคร้ ถั่วลิสง หน่อไม้ฝรั่ง ข้าวโพด ระบบน้ำจากแผ่นโซล่าเซลล์ บ่อเลี้ยงกบ การแยกพ่อแม่พันธุ์ การผสมพันธุ์ ตลอดจนการให้อาหาร อีกทั้งได้เดินทางไปยังบริเวณฝายพ่อปรีชา (ฝาย มข.58) ณ ต.ทุ่งโป่ง อ.อุบลรัตน์ จ.ขอนแก่น โดยมี นายปัญญา มาศยคง นายก อบต.ทุ่งโป่ง พ่อปรีชา หัวหน้ากลุ่มงานส่งเสริมและพัฒนาฝ่ายส่งเสริมฯ สถาบันปิดทองหลังพระฯ และเจ้าหน้าร่วมให้การต้อนรับ พร้อมทั้งได้บรรยายภาพรวมกลไกการขับเคลื่อนงานพัฒนาเชิงพื้นที่ การยึดโยงภาคีต่างๆ อาทิเช่น ส่วนราชการระดับจังหวัด อำเภอท้องที่ ท้องถิ่น สถาบันการศึกษา โรงเรียน วัด และชาวบ้าน ผ่านหลักคิดการสร้างฝาย คือ ชาวบ้านสละแรงงาน ไม่มีการจ้างเหมา เพื่อสร้างการตรวจสอบความโปร่งใสสร้างความมีส่วนร่วม ความเป็นเจ้าของสิ่งก่อสร้างสาธารณะ พ่อปรีชา กล่าวว่า รู้สึกดีใจที่ทางหนวยงานราชการมาช่วยทำฝายแห่งนี้ อนาคตจะมีสัตว์น้ำมาอาศัยจำนวนมากและจะรักษาไว้ให้ดี จากนั้นคณะได้ร่วมกันปลูกหญ้าแฝก บริเวณรอบๆ ฝาย มข.58 เพื่อให้หญ้าแฝกช่วยทำหน้าที่เป็นพี่เลี้ยงในดินที่เปิดหน้าดินใหม่ รากและใบของหญ้าแฝกจะช่วยเก็บอุ้มความชื้นในดินไว้เพื่อหล่อเลี้ยงต้นพืชเล็กๆให้เจริญเติบโตเองต่อไป อีกทั้งการปลูกในแนวขวางกับแนวลาดเอียงเพื่อช่วยป้องกันการพังทลายของฝายอีกด้วย โดยมี หัวหน้าศูนย์สาธิตการพัฒนารณรงค์การใช้หญ้าแฝกด้านป่าไม้ที่ 6 ขอนแก่น และเจ้าหน้าที่ส่งเสริมสาธิตรณรงค์การปลูกหญ้าแฝก ได้ให้ความรู้พร้อมแนะนำวิธีการปลูกครั้งนี้

ในวันสุดท้ายเป็นกิจกรรมเสวนาพัฒนาผืนป่า พัฒนาชุมชน บนความพอเพียง โดย พญ.ทานทิพย์ ธำรงวรางกูร โดยมีปราญช์ชาวบ้าน 3 ท่าน มาเล่าถึงการนำศาสตร์พระราชามาใช้ในดำเนินชีวิต อาทิ คุณพ่อถาวร สันสมบัติ อดีตผู้ใหญ่บ้าน บ้านคำปลาหลาย กล่าวว่า เดิมเป็นหมู่บ้านที่ยากจนที่สุดของ อ.อุบลรัตน์ มีขาดแคลนอาหาร มีการอพยพแรงงานไปทำงานในต่างถิ่น แต่หลังจากโรงพยาบาลอุบลรัตน์และมูลนิธิศุภนิมิตรได้เข้ามาหาสาเหตุและแนวทางแก้ไขปัญหาเกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ภายในชุมชนโดยได้ยึดแนวคิดของในหลวงรัชกาลที่ 9 บันได 9 ขั้น จนทำให้ปัจจุบันนี้หมู่บ้านมีความสำเร็จด้านแหล่งอาหารในพื้นที่ เช่น การเลี้ยงเป็ด ไก่ การปลูกผักสวนครัวให้ได้กินตลอดทั้งปี โดยยึดหลักตามปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ทำให้เศรษฐกิจในครัวเรือน พอกินพอใช้ มีเงินเก็บออม เป็นหมู่บ้านปลอดอบายมุข และมีสิ่งแวดล้อมที่ดี มีป่าไม้เศรษฐกิจ พืชสมุนไพร, คุณแม่นิด หนูพวก เกษตรกรต้นแบบของโรงพยาบาลอุบลรัตน์ และเป็นประธานศูนย์การเรียนรู้ ได้เข้าร่วมโครงการของโรงพยาบาลอุบลรัตน์หลังจากที่ได้เข้ามาสอบถามเรื่องสุขภาพและปัญหาของชาวบ้านในหมู่บ้านจึงได้มาช่วยแนะนำให้ความรู้การทำการเกษตรแบบประณีต 1 ไร่ ปลูกกล้วยและผักสวนครัว ในปีแรกได้เงิน 3,700 บาท ปีที่ 2 ทำเพิ่มเป็น 2 ไร่ ได้เงิน 13,000 บาท ปีที่ 3 เริ่มปลูกไม้ยืนต้น สะเดา เสริมปลูกข้างต้นกล้วย ปัจจุบันปลูกต้นไม้ยืนต้น กว่า 10,000 ต้น โดยขยายปลูกมาเรื่อยๆ จนครบ 15 ไร่ ทั้งไม้แดง ประดู่ มะค่าโมง สามารถนำมาสร้างบ้านได้, คุณน้อย วิลาส ผู้ได้รับติดเชื้อ HIV จากสามี สามีได้ป่วยและเสียชีวิต ทำให้ต้องเลี้ยงลูกคนเดียวหลังจากที่ได้รับโอกาสจากทางโรงพยาบาลอุบลรัตน์ที่รับเข้าไปทำงานเป็นคนสวนในโรงพยาบาล โดยคุณหมอได้กำหนดตารางการทำงานในแต่ละวันโดยการให้นั่งสมาธิ ปลูกป่า ปั่นจักรยานรดน้ำต้นไม้ ออกกำลังกาย และนั่งสมาธิก่อนกลับบ้าน จะได้รับค่าตอบแทน วันละ 120 บาท และหักเป็นเงินออมวันละ 20 บาท ปัจจุบันผันตัวมาเพาะกล้าต้นยาง เรียนรู้จากปราญช์ชาวบ้าน ปลูกต้นยางนาและปลูกต้นกล้วยแซมภายในสวน มีรายได้ที่มั่นคงสามารถส่งลูกเรียนจนจบมัธยมศึกษาปีที่ 6 ได้

06283

นอกจากนี้ด้าน อ.วีระ ภาคอุทัย จัดกิจกรรมระดมความคิดการจัดการป่าชุมชนตามแนวทางศาสตร์พระราชา โดยได้สรุปความคิดเห็นที่ผู้นำป่าชุมชนที่ได้เสนอความคิดเห็นสภาพป่าชุมชนในอดีตและปัจจุบัน พบว่าในอดีตส่วนใหญ่ป่าที่ยังมีความอุดมสมบูรณ์ มีพันธุ์พืช พันธุ์สัตว์และสมุนไพรมีความหลากหลายทางชีวภาพแต่ยังมีบางส่วนมีสภาพเสื่อมโทรมมีการลักลอบตัดไม้ทำลายป่า มีการบุกลุกป่าทำไร่เลื่อนลอย ในปัจจุบัน เป็นแหล่งอาหารของชุมชนสร้างรายได้ บางแห่งมีการทำกิจกรรมเชิงอนุรักษ์มากขึ้น เช่นการรณงค์ปลูกป่าในวันสำคัญ โดยให้ชุมชนมีส่วนร่วมทุกระดับทั้ง พระ ชาวบ้าน เยาวชน นักเรียน นักศึกษา มีการ สนุบสนุนงบประมาณด้านการอนุรักษ์ป่าจากหน่วยงานภาครัฐและเอกชน อีกทั้งยังเป็นแหล่งต้นน้ำเพื่อความอุปโภคและบริโภค เป็นแหล่งที่อยู่อาศัยของสัตว์ป่า ซึ่งในกระบวนการบริหารจัดการมีการตั้งคณะกรรมการดูแลป่า ส่วนในอนาคต ผู้นำป่าชุมชนต้องการให้ป่ามีความอุดมสมบูรณ์และยั่งยืนสืบทอดให้ลูกหลานต่อไป ต้องการให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์และศึกษาดูงาน และอยากให้มีการจัดอบรมในความรู้ด้านการอนุรักษ์ป่าและการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่าให้แก่เยาวชน และประชาชน และการสร้างถนนโดยรอบเพื่อเป็นแนวป้องกันไฟและป้องกันการลักลอบตัดไม้ จะต้องมีการตั้งคณะกรรมการภายในหมู่บ้านดูแลเป็นประจำ มีกฎหมายในการบริหารจัดการ มีการสร้างแนวกั้นเขตแดนที่ชัดเจน มีการจัดตั้งป่าชุมชนเพิ่มเติมทั่วประเทศ การปลูกต้นไม้เพิ่มและการปลูกต้นไม้ทดแทน ตั้งศูนย์การเรียนรู้ที่แท้จริงให้มีปราญช์ชาวบ้านที่มีความชำนาญอบรมให้คนในชุมชนเกิดความสำนึกหวนแหน เมื่อป่ามีความสมบูรณ์จะเป็นแหล่งของอาหาร ยารักษาโรค ไม้ใช้สอยต่างๆ แก่คนในชุมชน โดยให้เกิดความเข้าใจความสำคัญ การสร้างจิตสำนึกเรื่องการรักษ์ โดยทุกคนต้องให้ความร่วมมือทั้งประชาชน ภาครัฐและเอกชน

06284

Read 43 times
Rate this item
(0 votes)

Contact us

อาคารพิมล กลกิจ ชั้น 3
อ.เมือง จ.ขอนแก่น 40002
Tel./Fax 043-202-167
e-mail: kkusuccess@gmail.com

 

JoomShaper